ประวัติคามเป็นมาของ บทสวดมนต์

การสวดมนต์ไหว้พระเป็นการสร้างมนต์ชีวิตไว้ประจำตัว เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทรวมทั้งสร้างอำนาจจิต ยังความมั่นคงยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับตัวเอง สำหรับเพื่อการดำรงชีพทุกวันให้มีสติสัมปชัญญะรำลึกอยู่ตลอด สำหรับการที่จะกระทำตัวดีในกรอบของคุณธรรม อันเป็นการนำความสบายความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตัวเอง เป็นชีวิตป้อมปราการอาจจะ และก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนมั่นคงต่อชาติด้วย

การท่องมนต์นั้นมีประวัติภูมิหลังตั้งแต่ยุคพุทธกาลแล้ว โดยที่สงฆ์สาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ได้รับฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพื่อคุ้มครองป้องกันความหลงลืม ท่านก็จะนำเอาคำสอนนั้นมาทวนด้วยตัวเองบ้าง เป็นภาควิชาบ้าง กระทั่งคล่อง นึกออกขึ้นใจที่เรียกว่า “วาจุคคโต”

เพราะว่าในยุคนั้นตัวอักษรที่จะใช้บันทึกยังไม่มี เพียงพอเวลานานเข้าเกรงว่าพระธรรมวินัย อันเป็นคำอบรมของพระพุทธเจ้าจะวิปริตผิดเพี้ยนไป ก็จัดให้มีการสัมมนากันมีการทวนตรวจที่เรียกว่า กระบวนการทำสะสาง

ในหนังสือสวดมนต์ไหว้พระสิบสองตำนานของกองทัพอากาศ ฉบับพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๑๔ อ้างหนังสือเรื่องตามตำนานพระปริตร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์คุณ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่าขนบธรรมเนียมที่พระสวดมนตร์พระปริตร(สวดมนต์ไหว้พระ) เกิดขึ้นในลังกาทวีปทำนองว่า เมื่อพุทธกาลล่วงแล้วราว ๕๐๐ ปี

มูลเหตุที่กระตุ้นให้เกิดจารีตสวดมนตร์พระปริตรตามบ้านนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า “ในเหตุการณ์ในอดีตปรากฏว่า พวกร้ายกาจมีอำนาจปกครองบ้านเมือง(ลังกา) อยู่นานๆบ่อยมาก พวกดุร้ายเชื่อถือไสยเวท พาพราหมณ์เข้ามาอบรมในลังกาทวีปด้วย

อย่างไรก็แล้วแต่ คติพราหมณ์นั้นนิยมว่าผู้ทรงพระเวทบางทีอาจร่ายมนต์ให้กำเนิดสิริมงคลหรือคุ้มครองป้องกันปัดเป่าภัยอันตรายแก่มหาชนได้ คาดว่าพวกชาวลังกามีความศรัทธาที่เชื่อถือศาสนาพุทธก็ย่อมมีเวลาต้องการสิริมงคล แล้วก็มีเวลาหวาดหวั่นต่อภัยอันตรายตามปกติสามัญมนุษย์ น่าจะขอให้พระภิกษุเถรานุเถระชาวลังกา ช่วยหาหนทางในพุทธศาสนาเกื้อหนุนเพื่อกำเนิดมิ่งขวัญหรือคุ้มครองป้องกัน อันตรายให้แก่ตนบ้าง

สงฆ์มีความปรานี ก็เลยคิดกระบวนการสวดมนตร์พระปริตรขึ้น ให้สมใจนึกของพสกนิกร ก็แม้กระนั้นแนวทางร่ายเวทมนต์ของพราหมณ์นั้น เขาขอร้องขอพรต่อพระเจ้า คติทางศาสนาพุทธห้ามวิธีการทำแบบนั้น

พระภิกษุก็เลยค้นในพระไตรปิฎกเลือกเอาพระสูตรรวมทั้งขว้างฐะพระเวทมนตร์คาถายกย่องคุณพระรัตนตรัยอันมีตำนานกล่าวถึงว่า เกิดขึ้นเนื่องแต่เรื่องราวต่างๆมาสวดมนตร์เป็นมนต์ การสวดภาวนาดังที่กล่าวถึงมาแล้วนั้นเรียกว่าสวดมนตร์พระปริตร ซึ่งก็คือสวดมนตร์พระพุทธถ้อยคำที่ทรงอานุภาพปกป้องอันตรายต่างๆได้



การสวดภาวนาของพุทธศาสนิกชนมีอยู่ ๓ ลักษณะ เป็น
๑. สวดมนตร์พระสูตร ตัวอย่างเช่น บทพระธรรมกัปปวัตนสูตร มงคลสูตร ฯลฯ
๒. สวดมนตร์พระปริตร อาทิเช่น บทโมรปริตร ขันธปริตร ฯลฯ
๓. สวดมนตร์สัจคำกริยา เป็นต้นว่า บทมงคลแฝดวาลใหญ่ มงคลแฝดวาลน้อย หรือบทที่ลงท้ายด้วยคำว่า “อานุภาเวน” เป็นการตั้งสัตยาธิษฐานให้กำเนิดผลดี อย่างไรก็ดีการภาวนาก็เป็นส่วนให้กำเนิดสมาธิ อำนาจจิตแล้วก็มิ่งขวัญแก่ผู้สวดมนตร์และก็คนฟังการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธคำกล่าวในครั้งพุทธกาลใช้แนวทางเรียนแบบบอกปากต่อปาก แล้วท่องสวดมนตร์บรรยายต่อๆกันมา เรียกว่า มุขปาฐะ แนวทางเล่าเรียนพระพุทธถ้อยคำที่เรียกว่ามุขปาฐะนี้ พระสาวกใช้มาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้ายังทรงอายุอยู่ โดยภิกษุในยุคนั้นแบ่งภาระหน้าที่กันท่องเป็นหมู่คณะตามความสามารถ อย่างเช่น พระอุบาลีเถระปฏิบัติหน้าที่ทรงจำพระระเบียบ ภิกษุผู้พอใจเกี่ยวกับพระระเบียบก็เรียนพระระเบียบจากพระอุบาลีเถระ, พระอานนท์เถระทรงจำพระสูตร ภิกษุผู้พึงพอใจเกี่ยวกับพระสูตรก็เรียนพระสูตรต่อจากพระอานนท์เถระ แล้วก็พระสารีลูกเถระทรงจำพระอภิธรรม ภิกษุผู้พอใจเกี่ยวกับพระอภิธรรมก็เรียนพระอภิธรรมต่อจากพระสารีลูกเถระ และด้วยกันสวดมนตร์บรรยายเป็นหมู่คณะตามช่องทาง หากแม้ที่อยู่อาศัยก็จะอยู่รวมกันเป็นแผนกเพื่อสบายต่อการร่วมกันสวดมนตร์บรรยายพระพุทธถ้อยคำที่ตนถนัด

ในพระระเบียบปิฎกยังกล่าวว่า ในวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่มากมายรูปจำเป็นต้องให้มีภิกษุสวดมนตร์ปาติโมกข์ เป็นการสวดมนตร์ทวนศีล 227 ข้อของพระได้ 1 รูปเป็นขั้นต่ำ หากว่าไม่มีต้องขวนขวายส่งไปเรียนยังสำนักที่มีผู้สวดมนตร์ได้ แม้ไม่ทำแบบนั้นจะปรับอาบัติแก่เจ้าอาวาสเนื่องจากโทษที่ไม่ใส่ใจจะให้มีผู้ทรงจำพระปาติโมกข์ ชี้ให้เห็นว่ายุคพุทธกาลนั้นได้มีการนำพระพุทธคำกล่าวมาท่องจำสาธยายกันอย่างมากมายอยู่แล้วข้างหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน ได้มีการจัดระเบียบแบบแผนการทรงจำคำกล่าวอบรมสั่งสอนใหม่อย่างมีระบบ เรียกว่า การสะสาง โดยอรหันต์ 500 รูป มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน และก็ได้ลงความเห็นจะรักษาพระพุทธถ้อยคำที่จัดระบบไว้แล้วด้วยแนวทางมุขปาฐะ หรือแนวทางท่อง ตอนหลังพระพุทธเจ้าตายราว 450 ปี ก็เลยได้มีการบันทึกพระพุทธคำกล่าวเป็นตัวหนังสือที่ลังกาทวีป ต้นสายปลายเหตุมาจากประเทศชาติมีความเปลี่ยนแปลงอันมีต้นเหตุที่เกิดจากภาวะการเกิดสงครามก็เลยยากแก่การทรงจำพระพุทธคำกล่าว

ลำดับพระเถระที่สืบต่อพระพุทธคำกล่าว ในสมันตขว้างสาทิกาหนังสืออรรถกถาชี้แจงพระระเบียบปิฎกได้แสดงลำดับพระเถระที่สืบต่อพระระเบียบตั้งแต่พระอุบาลีเถระจนกระทั่งสะสางครั้งที่ 3 ยุคพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช มีลำดับพระเถระ 5 ท่าน ดังต่อไปนี้ พระอุบาลีเถระ ทรงจดจำไว้ต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระข้ารับใช้กะ ทรงจำต่อจากพระ อุบาลีเถระ, พระโสที่กะ ทรงจำต่อจากพระขี้ข้ากะ, พระสิคควะ ทรงจำต่อจากพระโสที่กะ รวมทั้งพระโมคคัลลีบุตรติสสะ ทรงจำต่อจากพระสิคควะ นอกจากเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนมพรรษาอยู่ พระสารีบุตรเถระได้เริ่มแยกเป็นชนิดและประเภทพระพุทธถ้อยคำไว้เป็นตัวอย่างแล้วเพื่อสบายแก่การทรงจำ จนถึงกำเนิดพระสูตรหนึ่งชื่อ สังคีติสูตร มีความหมายว่า พระสูตรว่าด้วยการสังคายนา หรือพระสูตรว่าด้วยการจัดกฎระเบียบคำสั่งสอนนั่นเอง

เกี่ยวกับการก้าวหน้าพระพุทธมนต์ หรือการสวดภาวนา อ่านบทความของท่านเจ้าคุณพระวิจิตรบรรจงธรร มาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระผมราชวรมหาวิหาร ท่านเล่าไว้ว่า การเจริญก้าวหน้าพระพุทธมนต์มีแหล่งกำเนิดมาจากการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธถ้อยคำ เพื่อทรงจำและก็สืบต่อคำอบรมสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง โดยภิกษุสาวกยุคพุทธกาลได้นำพระสูตรต่างๆมาสวดมนตร์บรรยายในแบบการบริกรรมภาวนาให้กำเนิดเป็นสมาธิ ก็เลยเรียกว่าพระพุทธมนต์

เมื่อบริกรรมภาวนาพระพุทธคำกล่าวจนกระทั่งจิตเป็นสมาธิย่อมกำเนิด อานุภาพในด้านต่างๆดังเช่นว่า นำไปสู่สิ่งที่ดีเลิศขึ้นในชีวิต จิตใจไม่ดีก็จะดี ชีวิตไม่ดีก็จะดี สุขภาพไม่แข็งแรงก็จะดี หน้าที่การงานไม่ดีก็จะดี ครอบครัวไม่ดีก็จะดี ในเวลาเดียวกันก็ยับยั้งสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต

Author: Curtis Emory